วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อบรมฟรี อบรมอาชีพฟรี " น้ำยาบ้วนปากสูตรสนุนไพร " วันที่ 10 พ.ย 2555

อบรมฟรี  เพื่อนำไปประกอบอาชีพ หรือหารายได้เสริม   โดย  "ชมรมอนุรักษ์สมุนไพรไทย " วันที่ 10 พ.ย.2555 เวลา 9.00 - 12.00 น.

สอนฟรี  " น้ำยาบ้วนปากสูตรสมุนไพร " สอนอย่างละเอียด ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ ส่วนผสมอย่างละเอียด  ปฎิบัติจริง  เทคนิคการทำการตลาด กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สนใจลงทะเบียนด่วน  click link   ด้านล่าง หรือโทรจอง 02-9841955,086-0008898

http://www.doodle.com/p568nyi53y5frbw3


วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

นพเก้า ความหมายดีดีของอัญมณีที่ไม่เคยตกยุค

นพเก้า แทนความหมายของอัญมณีเก้าชนิด ประกอบด้วย
           เพชรดี มณีแดง              เขียวใสแสง มรกต
         เหลืองใสสด บุษราคัม      แดงแกก่ำเอก โกเมน
         สีหมอกเมฆ นิลกา           มุกดาหาร หมอกมัว
         แดงสลัก เพทาย              สังวาลย์สาย ไพฑูรย์

เชื่อกันว่าอัญมณีแต่ละชนิด จะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงล แตกต่างกัน กล่าวคือ
1. เพชร               สิริมงคลคือ เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ มีชัยแก่ศัตรู ร่ำรวย
2. มณี (ทับทิม)     สิริมงคลคือ ความสำเร็จ ลาภยศ อายุยืน
3. มรกต               สิริมงคลคือ ความศรัทธา กล้าหาญ ป้องกันภัยอันตรายทั้งปวง
4. บุษราคัม           สิริมงคลคือ มีเสน่ห์เป็นที่รัก
5. โกเมน              สิริมงคลคือ สุขภาพดี อายุยืนนาน
6. นิลกาฬ (ไพลิน) สิริมงคลคือ ความรัก ความเมตตากรุณา ความร่ำรวย
7. มุกดาหาร          สิริมงคลคือ ความบริสุทธิ์ ร่มเย็น และชนะแก่ศัตรู
8.เพทาย              สิริมงคลคือ ความร่ำรวย ชนะคดีความ
9. ไพฑูรย์            สิริมงคลคือ เทวดาคุ้มครอง ป้องกันฟืนไฟ

มีกลอนที่แทนความหมายของอัญมณีแต่ละชนิดมาฝากกันค่ะ

เพชรยิ่งใหญ่ ไพรี ไม่มีกล้ำ        ทับทิมนำ อายุยืน เพิ่มพูนผล

อุดมลาภ ยศศักดิ์ ประจักษ์ดล     มรกต กันภัยพ้น ผองเล็บงา 

บุษราคัม ฉาบเสน่ห์ ไม่เสแสร้ง   โกเมนแจ้ง แคล้วพาลภัย ใจสุขา   

ไพลินย้ำ ความร่ำรวย ช่วยนำพา   มุกดาหาร เสน่หา น่าเมียงมอง

อันเพทาย ช่วยกันโทษ ที่โฉดเขลา   ไพฑูรย์เล่า กันฟอนไฟ ภัยทั้งผอง 

ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านภาคปฏิบัติสาขาการแพทย์แผนไทย ประจำปี 2555

ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ผ่านการสอบทุกท่านนะคะ 

สาขาเวชกรรมไทย  มีผู้ที่สอบผ่าน 456 คน

http://mrd.hss.moph.go.th/uploadFiles/news/N000000004232518.pdf


สาขาการผดุงครรภ์ไทย   มีผู้สอบผ่าน  287 คน

http://mrd.hss.moph.go.th/uploadFiles/news/N000000004232520.pdf


สาขาการนวดไทย  มีผู้สอบผ่าน 541 คน

http://mrd.hss.moph.go.th/uploadFiles/news/N000000004232521.pdf

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รพ.อภัยภูเบศรโชว์'ยานอน'ถอนพิษ

วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร โชว์ "ยานอน"ภูมิปัญญาชาวไทยใหญ่ นอนในเรือบ่มสมุนไพรห่อตัวด้วยใบไม้ 5 ชนิด ช่วยถอนพิษทั่วร่างกาย แก้ปวดหลังเรื้อรัง


            22ส.ค.2555 ในการแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด "นวดไทย มริดกไทย สุ่มรดกโรค" ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-9 กันยายนนี้ ที่อิมแพค เมืองทองธานี มีการนำภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยที่จะมีการเผยแพร่ภายในมาจัดแสดง โดยวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ได้นำเสนอ "ยานอน"
น.ส.ชลาลัย โชคดีศรีจันทร์ อาจารย์แพทย์แผนไทยประยุกต์ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร อธิบายว่า ยานอนจะช่วยขับพิษออกจากร่างกาย โดยชาวไทยใหญ่เชื่อว่าโรคต่างๆที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังในร่างกายว่าโรคที่เกิดจากพิษ มีทั้งพิษร้อนทำให้เกิดอาการปวดและพิษเย็นทำให้หนาว รวมถึง พิษที่เกิดบริเวณผิวหนัง ผดผื่น ภูมิแพ้ต่างๆ แมลงกัดต่อย และแพ้เหงื่อตัวเองเป็นต้น

             "ยานอนจะซึมเข้าสู่ผิวหนังไปช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนให้ดีขึ้น ซึ่งช่วยชะล้างความเป็นพิษ นอกจากนี้ ความร้อนจากสมุนไพรจะช่วยเปิดรูขุมขน ทำให้พิษถูกขับออกมาทางเหงื่อ"น.ส.ชลาลัยกล่าว
             น.ส.ชลาลัย กล่าวอีกว่า การทำยานอนในสมัยอดีตจะทำในเรือ เนื่องจากไม้ที่นำมาทำเรือส่วนใหญ่เป็นไม้ขุด จากต้นตาล ต้นตะเคียน และต้นอบเชย เมื่อลงน้ำแล้วนำมาให้คนนอจะมีสรรพคุณในการดูดพิษ แต่สมัยปัจจุบันสามารถทำยานอนบนไม้กระดานหรืออ่างจากุชชี่ได้เช่นกัน โดยขั้นตอนเริ่มจากการนำใบพืชสมุนไพร 5 ชนิดมาปูรองให้คนนอน ได้แก่ ใบกล้วยน้ำหว้า มีฤทธิ์ฝาดเย็น ช่วยดูดพิษความร้อน ,ใบว่านสาวหลง หรือใบข่า ใบไคร ใบขิง ,ใบแหยง ฤทธิ์ช่วยการไหลเวียน ,ใบพลับพลึง อมความร้อนและใบอบเชย ขยายรูขุมขน จากนั้นตำสสมุนไรพราว 37 ชนิดแล้วนำมาวางตามแนวกระดูกสันหลังและบริเวณที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น วางบริเวณหน้าท้องของผู้หญิงที่ปวดท้องเมื่อมีประจำเดือนเป็นประจำ ในแต่ละครั้งจะใช้เวลา ครึ่งชั่วโมง- 1 ชั่วโมง

จาก  หนังสือพิมพ์  คมชัดลึก วันที่ 28-08-2555

ชาลดอยากอาหาร ทีเด็ดสมุนไพรไทย

ทึ่ง! สมุนไพรไทยปรุง "ชาไม่อยากข้าว" แก้โรคอ้วนปัญหาใหญ่ของประเทศ เผยได้สูตรลับมาจากหมอยาแห่งปราจีนบุรี มีส่วนประกอบคือหญ้าดอกขาว ที่สหรัฐจดสิทธิบัตรใช้ลดความอยากอาหาร กับหอมแขก ซึ่งญี่ปุ่นนำไปจดสิทธิบัตรเป็นตัวกรองบุหรี่ ชวนเที่ยวงานสมุนไพรไทยครั้งที่ 9 สาธิตการนวดแก้นิ้วล็อก
    ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9 นวดไทย มรดกไทย สู่มรดกโลก ทางโรงพยาบาลจะนำสูตร “ชาไม่อยากข้าว” มาเผยแพร่ให้กับประชาชนรู้จัก เนื่องจากโรคอ้วนนับเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ และเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคเรื้อรังหลายชนิดตามมา อาทิ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน เป็นต้น สาเหตุสำคัญของโรคอ้วนก็คือ การบริโภคอาหารมากเกินไปนั่นเอง
    สูตรชาไม่อยากข้าว ดร.สุภาภรณ์กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลได้รับความรู้มาจากหมอส่วน สีมะพริก หมอยาจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งในตำรับชาประกอบด้วยสมุนไพร 2 ชนิด คือ หญ้าดอกขาว หรือหญ้าหมอน้อย และหอมแขก จากการสืบค้นข้อมูลพบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกามีการจดสิทธิบัตรสารสกัดจากหญ้าดอกขาวในการใช้เพื่อลดความอยากอาหาร โดยทำในรูปของยาพ่นเข้าทางจมูก ทางโรงพยาบาลก็จะเผยแพร่ทั้งในรูปชาชงและยาอบ เพราะในภูมิปัญญาดั้งเดิมมีการใช้ในรูปชาชง ส่วนการใช้ยาอบนั้นเป็นการสูดเอาไอเข้าทางจมูก ซึ่งให้ผลเหมือนกับยาพ่น
    ในส่วนของสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบคือ หอมแขก มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Curry leaf ที่ปัจจุบันมีงานวิจัยในต่างประเทศมากมายถึงประสิทธิภาพในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยย่อย จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับหมอยาพื้นบ้านในส่วนต่างๆ ของประเทศไทย มีการใช้หญ้าดอกขาวอดเหล้า อดบุหรี่ จนกระทั่งบริษัทในญี่ปุ่นจดสิทธิบัตรในการเป็นตัวกรองบุหรี่เพื่อลดการติดบุหรี่ ทั้งๆ ที่เป็นภูมิปัญญาของคนไทย
    ดร.สุภาภรณ์กล่าวว่า นอกจากช่วยอดเหล้า อดบุหรี่แล้ว ยังมีการใช้สมุนไพรดังกล่าวลดการอักเสบในโรคหลอดลม ปวดเมื่อย เบาหวาน จากประสบการณ์การใช้หญ้าดอกขาวอย่างยาวนาน หมอพื้นบ้านทุกคนต่างพูดตรงกันว่า กินยาหญ้าดอกขาวแล้วจะไม่อยากข้าว จึงไม่แปลกใจเลยว่ามีการนำความรู้นี้ไปจดสิทธิบัตร แต่รู้สึกสงสารประเทศไทยมากกว่า ทั้งๆ ที่ในอดีตเรามียาดีๆ อยู่เยอะ แต่ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไม่แพร่หลายมากนักในหมู่คนไทย แต่กลับตกไปอยู่ในมือต่างชาติ
    สำหรับผู้ที่สนใจอยากทดลองใช้ยาชง ยาอบไม่อยากข้าว ขอเชิญได้ที่งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9 นวดไทย มรดกไทย สู่มรดกโลก วันที่ 5-9 กันยายน 2555 ที่อาคาร 7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
    ทั้งนี้ การจัดงานสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9 นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงว่า ปีนี้จะรวมหมอพื้นบ้าน 18 องค์กร 100 เครือข่ายทั่วประเทศ มาร่วมแสดงองค์ความรู้ภูมิปัญหาหมอพื้นบ้านที่สั่งสมมาตั้งแต่โบราณ ดังมีจารึกในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ถึงการรักษาด้วยยาสมุนไพรและการนวดแบบไทย และรัฐบาลมีนโยบายที่จะผลักดันการใช้แพทย์แผนไทยมาใช้รักษาอาการปวดเมื่อย ลดการอักเสบ แทนยาปัจจุบันทุกชนิดที่ส่วนใหญ่เป็นยาจากต่างประเทศ ซึ่งไทยใช้แต่ละปีมีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท
    ด้าน นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9 นี้ จะมีการสาธิตการรักษาด้วยแพทย์แผนไทย เช่น การนวดรักษาโรคนิ้วล็อก ที่ปัจจุบันต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น แต่เรามีผลงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า การนวดแผนไทยช่วยรักษาโรคดังกล่าวได้ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดอบรมหลักสูตรแพทย์แผนไทยระยะสั้นประมาณ 40 หลักสูตรให้กับผู้สนใจเข้าร่วมงานด้วย
    นพ.สุพรรณกล่าวว่า จะมีประชุมเครือข่ายประเทศลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ คือ ไทย กัมพูชา จีน ลาว พม่า และเวียดนาม มาประชุมร่วมกันเป็นครั้งที่ 5 เพื่อยกระดับเครือข่ายหมอพื้นบ้านลุ่มน้ำโขง พร้อมจัดทำกรอบความร่วมมือและแผนการอนุรักษ์การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ชาติพันธุ์ในลุ่มน้ำโขงร่วมกัน รับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558.


จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์  28/8/2555

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 9 " การนวดไทย มรดกไทย สู่มรดกโลก " วันที่ 5-9 กันยายน 2555

สมุนไพรจีนช่วยผู้หญิงเผชิญหน้ามะเร็งอย่างกล้าหาญ

อุบัติการณ์การเกิดมะเร็งของผู้หญิงทั่วโลกเป็นสถิติที่น่าตกใจ จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริการายงานไว้ว่า มะเร็งเต้านมมีอุบัติการณ์ 124.3 คนต่อผู้หญิง 100,000 คน  มะเร็งมดลูกและปากมดลูก 8.1 คนต่อผู้หญิง 100,000 คน มะเร็งรังไข่ 12.7 คนต่อผู้หญิง 100,000 คน เป็นต้น และสถิติเหล่านี้มีแต่จะเพิ่มมากยิ่งขึ้น
   
ปัญหาระบบการรักษามะเร็งของผู้หญิงพื้นฐานส่วนใหญ่ หลังรักษาแล้วยังไม่มีวิธีควบคุมอย่างได้ผล มะเร็งมักจะกลับมาอีกเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง การตรวจวินิจฉัยมะเร็งบางชนิดช้าทำให้ตรวจเจอเมื่อมะเร็งแพร่กระจายแล้ว ทำให้อัตรารอดชีวิตของผู้ป่วยลดลง นอกจากนี้ การรักษาเช่นการผ่าตัดอวัยวะ อาทิ ตัดเต้านมออก ตัดมดลูกหรือรังไข่ออกหมด ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมากหลังรักษา แพทย์แผนหลักต้องเผชิญกับปัญหาที่ว่า จะเพิ่มการตอบสนองของการรักษาแผนหลักได้อย่างไร ลดการดื้อยาได้อย่างไร ลดผลข้างเคียงของการรักษาได้หรือไม่ จะปรับสมดุลภูมิคุ้มกันแก้ปัญหาความแข็งแรงของร่างกายได้หรือไม่

การแพทย์ทางเลือกรักษามะเร็งแบบแพทย์แผนจีนที่ใช้สมุนไพร และการรับประทานอาหารร่วมด้วย เชื่อว่ามะเร็งในผู้หญิงเกิดจาก ชี่พร่อง เลือดไหลเวียนติดขัด ความไม่ราบรื่นเหล่านี้ส่งผลให้อวัยวะภายในบกพร่องต่อหน้าที่ เกิดของเสียและพิษสะสมภายในร่างกาย สร้างความไม่สมดุลแก่หยิน-หยาง อีกทั้งชี่ คือ แรงผลักดันของเลือด เลือดคือวัตถุดิบพื้นฐานของประจำเดือนในผู้หญิง หากการทำงานของอวัยวะบกพร่อง การไหลเวียนของชี่และเลือดย่อมได้รับผลกระทบ เมื่อสะสมความผิดปกติเป็นเวลานาน จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งในผู้หญิงได้

การต่อสู้มะเร็งในทางแพทย์จีน จึงเริ่มจากดูแลองค์รวมทั้งร่างกาย ล้างพิษตับปรับปรุงชี่ ซึ่งส่งผลดีต่อการไหลเวียนของเลือด การสลายเลือดคั่ง การขับร้อนขับพิษ เมื่อทั้งหมดได้รับการปรับก็ทำให้ ชี่ เลือด ได้รับการกระตุ้น อวัยวะภายในได้ทำงาน วิธีการ คือ ใช้ยาจีนเข้ามาช่วย พร้อมไปกับใช้หลักการรับประทานอาหารให้เป็นยาตามสภาพร่างกาย การดูแลทางด้านอารมณ์ จิตวิญญาณ จุดประสงค์เพื่อทำให้ชี่และเลือดไหลเวียนดีราบรื่น เพิ่มพลังที่ดีแก่ร่างกาย ส่งผลให้หยิน-หยางสมดุล
วันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2555 ที่จะถึงนี้ ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงได้จัดบรรยายเรื่อง “ใส่ใจดูแลมะเร็งในผู้หญิงสไตล์แพทย์จีน” เผยเคล็ด (ไม่) ลับทุกเรื่องที่ผู้หญิงต้องรู้เพื่อการรักษามะเร็ง โดยวิทยากร แพทย์จีน มาลิน ปิยะชินวรรณ จากสมาคมศาสตร์การแพทย์แผนจีนในประเทศไทย งานเริ่มตั้งแต่ 13.00-16.00 น. ที่ห้องประชุม 2-3 อาคารเฉลิมพระบารมี ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ (ซอยเพชรบุรีตัดใหม่ 47) กรุงเทพฯ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น สามารถสำรองที่นั่งเข้าฟังบรรยายได้ที่ 0-2664-0079 หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.siamca.com.

เครดิต    หนังสือพิมพ์เดลินิวส์  19/8/2555

จากยุ่นสู่ไทย ลับคมฝังเข็มคนตาบอด- เพื่อสุขภาวะเพื่อสังคมไทย

“อาชีพนวด” นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มีผู้พิการทางสายตาจำนวนมากนำไปประกอบสัมมาหาเลี้ยงตน กรมพัฒนาแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.และเครือข่ายสถาบันการอบรมหลักสูตรวิชาชีพการนวดไทยของผู้พิการทางสายตา 6 สถาบัน ได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับ The Nippon Foundation The National Committee of Welfare for the Blind in Japan เพื่อพัฒนาศักยภาพของครูผู้รับมอบตัวศิษย์ ครูหมอนวดไทยและวิทยากรให้มีความรู้และทักษะในการสอนนวดไทยสำหรับผู้พิการทางสายตาขึ้น
 
นพ.สุพรรณ ศรีธรรมา อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า เป็นที่น่าภูมิใจว่าปี 2555 มีผู้พิการทางสายตาเข้ารับการสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทการนวดไทย จำนวน 69 คน และสามารถสอบผ่านภาคทฤษฎีได้ จำนวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 46.3% ของผู้พิการทางสายตาที่เข้าสอบ ซึ่งเปรียบเทียบกับคนสายตาปกติ สามารถสอบผ่านภาคทฤษฎีได้เพียง 30.15%
 
นอกจากนี้ในการอบรมยังได้รับเกียรติจากคณะวิทยากรจากญี่ปุ่น จากมหาวิทยาลัยสึคุบะ เป็นผู้พัฒนาทักษะการสอนกายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยาสำหรับคนตาบอด เพราะญี่ปุ่นนับได้ว่าใช้ศาสตร์ด้านการนวดและการฝังเข็มเป็นที่ขึ้นชื่อไปทั่วโลก
 
มิสเตอร์โยชิฮิโกะ ซาซากาวา ประธานคณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพผู้พิการทางสายตาในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่คร่ำหวอดและมีประสบการณ์การนวดมายาวนาน ได้เล่าให้ฟังว่า ในญี่ปุ่นการสอนนวดจะสอนพร้อมกับการฝังเข็มและการรมควัน โดยคุณวาอิชิ สุกิยามา ซึ่งเป็นหมอฝังเข็มตาบอดที่มีชื่อเสียงได้คิดค้นวิธีการฝังเข็มแบบใหม่ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 อีกทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งคลินิกสำหรับการอบรมวิชาชีพสำหรับคนตาบอดโดยได้รับการอนุญาตจากรัฐบาล และรัฐเองก็ให้การนวดและการฝังเข็มเป็นวิชาชีพที่สงวนไว้สำหรับผู้พิการทางสายตา
 
ที่ญี่ปุ่นการ นวดฝังเข็มได้รับการนิยมมากในโรงเรียนสอนคนตาบอด โดยมิสเตอร์โยชิฮิโกะ ปัจจุบันโรงเรียนสอนคนตาบอดมีประมาณ 70 กว่าแห่ง โดย 60 แห่งมีการสอนฝังเข็มสำหรับผู้พิการทางสายตา ซึ่งผู้เรียนก็เรียนคล้ายกับเมืองไทยที่เรียนชั้นประถม 6 ปี มัธยมต้น 3 ปี และมัธยมปลาย 3 ปี หลังจบ ม.ปลายก็จะสอนเรื่องการฝังเข็มเป็นเวลา 3 ปี มีการสอบข้อเขียนและสอบปฏิบัติ โดยผู้ผ่านการสอบแล้วจะได้รับวุฒิบัติเพื่อการรักษาและทำการนวด หลังจากสอบผ่านแล้วก็สามารถเข้าทำงานกับโรงพยาบาล หรือคลินิกในการนวดเพื่อรักษาได้ รวมทั้งบ้านพักคนชรา ตลอดจนสามารถเปิดกิจการเป็นของตนเองด้วยก็ได้
 
“ผู้ที่มานวดฝังเข็มกับผมส่วนใหญ่กว่าครึ่งมาเพื่อรักษาอัมพาตครึ่งตัว เพราะการฝังเข็มเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตให้มีอาการดีขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการอัมพาต การฝึกกายภาพและการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งต้องพยายามกระตุ้นให้ผู้ป่วยรู้สึกที่อยากจะเคลื่อนไหวเพื่อให้ข้อต่อทำงานดีขึ้น” มิสเตอร์โยชิฮิโกะ กล่าว
   
มิสเตอร์โยชิฮิโกะ บอกว่า การฝังเข็มและการนวดกดจุดนั้น จะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ การกดจุดจะใช้ นิ้วโป้งเป็นหลักใหญ่ในการกด ส่วนการฝังเข็มนั้นจะใช้เข็มในการรักษา และความพิเศษเข็มของญี่ปุ่นคือมีขนาดที่เล็กมาก เวลาที่ฝังเข็มแล้วแทบจะไม่รู้สึกว่าถูกฝังเลย ส่วนเข็มของจีนจะมีขนาดใหญ่ เมื่อฝังแล้วจะมีความรู้สึกทันที การฝังเข็มของญี่ปุ่นนั้นสบายมากจนหลับไปเลยก็มี นอกจากนั้นการกดจุดต้องใช้แรงในการกด ซึ่งการฝังเข็มและการกดจุดนั้นจะผสมกันไม่ได้ ต้องเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาอาการ
      
ส่วนข้อสงสัยที่ว่าผู้พิการทางสายตาจะใช้หลักอย่างไรในการฝังเข็ม เพราะถือเป็นวิธีการที่ยากมากนั้น มิสเตอร์โยชิฮิโกะเล่าว่า การฝังเข็มของญี่ปุ่นจะมีท่อพิเศษเป็นตัวนำ เมื่อต้องการฝังในจุดใดก็จะมีท่อพิเศษนี้ค่อย ๆ ขยับไปตามกล้ามเนื้อที่ผู้รักษาได้ศึกษาไว้ อย่างไรก็ตามในส่วนประเทศไทย การรักษาโดยฝังเข็มโดยเฉพาะผู้พิการทางสายตานับเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาและเรียนรู้เพิ่มเติมอีกมาก โดยมิสเตอร์โยชิฮิโกะบอกว่า เชื่อว่าเมืองไทยก็จะทำได้เช่นเดียวกับญี่ปุ่น
 
จุดเริ่มในการอบรมครั้งนี้ จึงนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่ไทยจะพัฒนาผู้พิการทางสายตาให้เป็นผู้รักษาโดยวิธีการฝังเข็มได้เช่นเดียวกับญี่ปุ่นให้สมกับที่ไทยเป็นหนึ่งในสี่ของประเทศทั่วโลกที่มีกฎหมายรองรับให้ผู้พิการทางสายตาสามารถสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการโรคศิลปะได้.

เครดิตข่าว    จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2555

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เล็งพัฒนา รพ.-คลินิกให้เป็น One Stop service สำหรับต่างชาติ

 สธ.จัดยุทธศาสตร์ 5 ปี พัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ พ.ศ.2555-2559 begin_of_the_skype_highlighting            2555-2559      end_of_the_skype_highlighting บริการ 4 สาขาหลัก ทั้งรักษาพยาบาล สปา แพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก และผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เดินเครื่องพัฒนาโรงพยาบาล คลินิกทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ บริการครบสูตร ทั้งล่าม บริการต่อวีซ่า เผย ขณะนี้มีแล้ว 21 แห่ง จะอบรมเพิ่มในเดือนนี้อีก ขณะเดียวกัน ได้ขยายเวลาพำนักรักษาตัวให้ผู้ป่วยจาก 5 ประเทศกลุ่มอาหรับ พักในไทยได้ 90 วัน และต่ออายุได้ไม่เกิน 1 ปี
     
       นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลได้มีนโยบายที่จะพัฒนาประเทศไทย ให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของเอเชียและนานาชาติ หรือ เมดิคัล ฮับ (Medical Hub) เพื่อนำรายได้เข้าประเทศ แนวคิดหลักของนโยบายนี้ คือ เน้นในการพัฒนาและส่งเสริมการจัดบริการสุขภาพแบบนานาชาติ (Medical Hub and Wellness) พัฒนาระบบโลจิสติกส์ ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากล และส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และการตลาด ดำเนินงานแบบบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นการต่อยอดการพัฒนาที่ได้เริ่มช่วงแรกมาตั้งแต่ พ.ศ.2547 เป็นต้นมา ที่มี 3 บริการหลัก คือ 1.รักษาพยาบาล 2.การส่งเสริมสุขภาพ และ 3.ผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรไทย ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย สร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจสุขภาพ และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ล่าสุด ในปี 2554 มีรายได้ประมาณ 97,874 ล้านบาท มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และรับบริการด้านสุขภาพเป็นจำนวนมากถึง 2.2 ล้านคน
 นายวิทยา กล่าวต่อว่า ในการพัฒนาช่วงที่ 2 นี้ กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของนานาชาติในปี 2555-2559 begin_of_the_skype_highlighting            2555-2559      end_of_the_skype_highlighting โดยให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเป็นเจ้าภาพหลัก เพื่อเป็นกรอบในการกำหนดรูปแบบแนวทางการดำเนินงานของศูนย์บริการสุขภาพทั่วประเทศ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอีกด้านหนึ่งด้วย โดยมีเป้าหมายหลัก 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การรักษาพยาบาล เช่น ทันตกรรม การรักษาโรคเฉพาะทาง การพำนักระยะยาว 2.การส่งเสริมสุขภาพ เช่น สปา นวดเพื่อสุขภาพ 3.ผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรไทยให้ได้มาตรฐาน จีเอซีพี (GACP) ขององค์การอนามัยโลก และ 4.การเพิ่มผลผลิตด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งเสริมให้จัดตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย หรือการแพทย์ทางเลือกทุกภูมิภาค ให้โรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนเปิดคลินิกแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาล ทั้งหมดนี้จะไม่ให้เกิดผลกระทบกับการบริการสุขภาพโดยรวมของคนไทย

       ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ขยายเวลาพำนักของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามารักษาพยาบาลในประเทศไทย จากเดิม 30 วัน เป็น 90 วัน โดยไม่ต้องทำวีซ่า และสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้หลายครั้ง รวมกันแล้วไม่เกิน 1 ปี ในขั้นต้นอนุโลมให้ 5 ประเทศในกลุ่มอาหรับ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ รัฐกาตาร์ รัฐคูเวต รัฐสุลต่านโอมาน และรัฐบาห์เรน ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป
     
       ขณะเดียวกัน จะพัฒนาโรงพยาบาลและคลินิกของไทยให้ได้มาตรฐาน ระดับนานาชาติ หรือมาตรฐาน เจซีไอเอ (JCIA: Joint Commission International on Accrediation) ซึ่งจะเป็นศูนย์บริการเฉพาะชาวต่างชาติที่เดียวเบ็ดเสร็จครบวงจร (One Stop service Center) มีล่าม มีหอผู้ป่วย บริการต่ออายุวีซ่า หรือบริการตามหลักศาสนาทั้งอาหารและบุคลากร
     
       ปัจจุบันมีโรงพยาบาลและคลินิกของไทย ได้รับการรับรองมาตรฐาน จำนวน 21 แห่ง ซึ่งจะมีการจัดอบรมเพิ่มขึ้นในเดือนนี้ โดยเน้นการดูแลผู้ป่วยเป็นหลัก รวมทั้งตรวจรับรองสถานประกอบการเพื่อสุขภาพทุกประเภทให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อก้าวสู่การรับรองคุณภาพในระดับสากล เตรียมความพร้อมรองรับการลงทุนด้านสุขภาพของประชาคมอาเซียนในอนาคต ซึ่งจะทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเวทีโลกด้านบริการสุขภาพอย่างแท้จริง
     
       นายวิทยา กล่าวด้วยว่า แผนพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพของนานาชาติในปี 2555-2559 ใช้งบประมาณในการดำเนินงานประมาณ 3,131 ล้านบาท และคาดว่า จะสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศรวม 5 ปี ประมาณ 814,266 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี โดยด้านการรักษาพยาบาล คาดว่า จะสร้างรายได้ 672,236 ล้านบาท ด้านการส่งเสริมสุขภาพ 85,669 ล้านบาท ด้านแพทย์แผนไทยฯ 3,868 ล้านบาท ด้านสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ 52,493 ล้านบาท

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์3 สิงหาคม 2555 14:15 น.

รายชื่อสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการวิชาชีพสาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

http://mrd.hss.moph.go.th/uploadFiles/news/N000000002361556.pdf

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พบสารต้านมะเร็งจากพืชสมุนไพร

วท. จับมือ ม.ขอนแก่น ใช้แสงซินโครตรอนตรวจพืชสมุนไพร พบกิ่งสนสามใบ และติ้วขน มีสารต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว
ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)  พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และ ทีมงานวิจัยได้ ร่วมกันบรรยายผลงานวิจัย “ซินโครตรอนกับการศึกษาสารต้านมะเร็งจากพืชสมุนไพร”  เพื่อพัฒนายาต้านมะเร็งโดยไม่ส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายของผู้ป่วย
ดร.ปลอดประสพ กล่าวว่า งานวิจัยนี้เป็นโครงการบูรณาการเพื่อสนองโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น  รวมทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการต้านเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวจากสารสกัดพืชสมุนไพรไทย โดยต่อยอดมาจากงานวิจัยผลสำรวจพืชพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน ซึ่งมาจากกลุ่มผู้ใช้บริการแสงซินโครตรอนในปี 2554 และ เป็นการศึกษามะเร็งอย่างต่อเนื่อง
ภญ.รศ.ดร.นาถธิดา วีระปรียากูร อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวในเรื่องของการนำสารสกัดจากพืชสมุนไพร ซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง จากการศึกษาพืชสมุนไพรหลายชนิด พบว่า สารสกัดจากกิ่งของพืช 2 ชนิด คือ ติ้วขน และ สนสามใบ มีสารออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยมีศักยภาพทำให้เซลล์มะเร็งค่อยๆ สลายตัวจากการทำลายตัวเอง และ มีเพียงเซลล์มะเร็งเท่านั้นที่ตาย ผู้ป่วยจะไม่ได้รับผลเคียงข้างจากการใช้ยานี้
“แม้ในปัจจุบัน การรักษาด้วยการใช้เคมีบำบัดจะมีประสิทธิภาพสูง แต่ยังพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนมากได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยเฉพาะเมื่อเซลล์มะเร็งดื้อยา ทำให้การรักษาด้วยเคมีบำบัดไม่ประสบความสำเร็จ หากการพัฒนาเพื่อใช้สารจากกิ่งของติ้วขน และ สนสามใบ ใช้ประกอบกับยาเคมีบำบัดจะช่วยในการต้านเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ภญ.รศ.ดร.นาถธิดา กล่าว
ศ.น.ท.ดร.สราวุฒิ สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า การตรวจหากลไกของการออกฤทธิ์ในพืชสมุนไพรทั้ง 2 ชนิด ใช้เทคนิคจุลทรรศน์อินฟราเรด (FTIR microspectroscopy) จากผลการทดลองพบว่า สารสกัดสมุนไพรทั้ง 2 ชนิดนี้ ทำให้เซลล์มะเร็งตายโดยการชักนำให้มีการสร้างโปรตีนชนิดใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายตัวเอง นอกจากนั้นปริมาณของ ไขมัน โปรตีน และกรดนิวคลีอิกจะ มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่แตกต่างจากกลไกการออกฤทธิ์ของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีต่อการใช้ยาเคมีมาตรฐานชนิดเมลฟาแลน
งานวิจัยครั้งนี้ได้นำเทคนิคการวิเคราะห์แบบใหม่มาใช้ศึกษาสิ่งมีชีวิต โดยการใช้เทคนิคจุลทรรศน์ อินฟราเรด สามารถใช้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงสารชีวโมเลกุลระดับเซลล์ อีกทั้งไม่ต้องใช้สารเคมีในขั้นตอนการเตรียมตัว และยังใช้เวลาในการตรวจวิเคราะห์สั้น ซึ่งแตกต่างกับการวิเคราะห์ทางชีวเคมีทั่วไป  ทำให้นักวิจัยได้ข้อมูลทางวิชาการในรูปแบบใหม่ และมีผลในการวิเคราะห์ที่รวดเร็ว แม่นยำมากขึ้น
การนำแสงซินโครตรอนศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของพืชสมุนไพรในเชิงลึก จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเริ่มต้นพัฒนาสารออกฤทธิ์ต้านมะเร็งจากพืชสมุนไพร ทั้งนี้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ปลอดจากภัยของโรคมะเร็ง

เครคิตข่าวจาก http://www.posttoday.com/
20 กรกฎาคม 2555 เวลา 15:12 น.

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

5 สมุนไพรช่วยขับประจำเดือน

ที่มีอยู่ในบ้านเรามานำเสนอ ซึ่งขอบอกเลยว่า จะช่วยขับประจำเดือนให้คุณรู้สึกสบายตัวขึ้นได้อีกเยอะ
1. กระบือเจ็ดตัว
Excoecaria cochinchinensis Lour.
EUPHORBIACEAE
ชื่ออื่น กะเบือ กำลังกระบือ ลิ้นกระบือ
ลักษณะ
ไม้พุ่ม สูง 0.5-1.5 เมตร
ใบเดี่ยว เรียงสลับเวียนรอบกิ่ง รูปใบหอก หรือรูปใบหอกแกมรูปไข่ กว้าง 2-4.5 ซม. ยาว 4-13 ซม. หลังใบสีเขียว ท้องใบสีแดง
ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง แยกเพศ ช่อดอกตัวผู้มีดอกย่อยจำนวนมาก ช่อดอกตัวเมีย มีเพียง 2-3 ดอก
ผลแห้ง แตกได้ มี 3 พู
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
ใบ-ใช้ใบตำกับเหล้าคั้นน้ำ กินเป็นยาขับเลือด และน้ำคาวปลาหลังคลอด การทดลองในสัตว์ พบว่าสารสกัดด้วย แอลกอฮอล์มีฤทธิ์บีบมดลูก
2. เจตมูลเพลิงขาว
White-colored Leadwort
Plumbago zeylanica Linn.
PLUMBAGINACEAE
ชื่ออื่น ปิดปิวขาว
รูปลักษณะ
ไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง หรือพาดพันบนต้นไม้อื่นๆ สูง 1-2 เมตร
ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แกมขอบขนาน หรือรูปขอบขนาน กว้าง 2-5 ซม. ยาว 3-9 ซม. สีเขียวแกมเหลือง
ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยหลายดอก กลีบดอกสีขาว เกสรตัวผู้สีม่วงน้ำเงิน กลีบเลี้ยงมีต่อมน้ำหวานติดมือ
ผลแห้ง รูปขอบขนาน แตกได้เป็น 5 ปาก มีร่องตามยาว
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
ลำต้น, ราก-มีรสร้อน ใช้แทนรากเจตมูลเพลิงแดงได้ มีสรรพคุณขับประจำเดือน ขับลมในกระเพาะ และลำไส้ ขับประจำเดือน แก้ริดสีดวงทวาร เข้ายาบำรุงธาติ บำรุงโลหิต สารสกัดจากรากมีฤทธิ์บีบมดลูก และมีฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโต ของแบคทีเรีย และเชื้อรา สาร plumbagin ที่แยกได้จากรากมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง ลดไขมันในเลือด และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
3. เจตมูลเพลิงแดง
Rose-colored Leadwort
Plumbago indica Linn.
PLUMBAGINACEAE
ชื่ออื่น ปิดปิวแดง ไฟใต้ดิน
รูปลักษณะ
ไม้พุ่ม สูง 0.8-1.5 เมตร ลำต้นกลมเรียบ มีสีแดงบริเวณข้อ
ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แกมวงรี กว้าง 3-5 ซม. ยาว 6-10 ซม.
ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมีต่อม ซึ่งเมื่อจับจะรู้สึกเหนียว กลีบดอกสีแดง
ผลแห้ง แตกได้
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
รากแห้ง-ใช้ขับประจำเดือน กระจายลม บำรุงธาตุ รักษาโรคริดสีดวงทวาร พบว่ามีสาร plumbagin ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัว ของมดลูก และลำไส้ ช่วยให้มีการหลั่งน้ำย่อยเพิ่มขึ้น เพิ่มความอยากอาหาร แต่ควรระวังในการใช้ เนื่องจาก plumbagin ระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร และอาจเป็นพิษได้
4. ยอ
Indian Mulberry
Morinda citrifolia Linn.
RUBIACEAE
ชื่ออื่น มะตาเสือ ยอบ้าน
รูปลักษณะ
ไม้พุ่ม สูง 2-6 เมตร
ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรี กว้าง 8-15 ซม. ยาว 10-20 ซม. หูใบอยู่ระหว่างโคนก้านใบ
ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ฐานดอกอัดกันแน่น เป็นรูปทรงกลม กลีบดอกสีขาว
ผลเป็นผลสด เชื่อมติดกันเป็นผลรวม ผิวเป็นตุ่มพอง
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
ผล-ตำรายาของเวียดนาม ระบุว่า ผลเป็นยาขับเลือดต่างๆ ขับประจำเดือนด้วย ยาไทยใช้ผลสดดิบหรือห่าม ฝานเป็นชิ้นบาง ย่างหรือคั่วไปอ่อนๆ ให้เหลือง ต้มหรือชงกับน้ำดื่ม แก้คลื่นไส้อาเจียน สารที่ออกฤทธิ์คือ asperuloside
5. ว่านชักมดลูก
Curcuma xanthorrhiza Roxb.
ZINGIBERACEAE
ยรูปลักษณะ
ไม้ล้มลุก สูงได้ถึง 1 เมตร หัวใต้ดินขนาดใหญ่ อาจยาวถึง 10 ซม. เนื้อสีส้มถึงสีส้มแดง
ใบเดี่ยว เรียงสลับ ออกเป็นกระจุกเหนือดิน รูปวงรีหรือรูปวงรีแกมใบหอก กว้าง 15-20 ซม. ยาว 40-90 ซม. มีแถบสีม่วงกว้างได้ถึง 10 ซม. บริเวณกลางใบ
ดอกช่อเชิงลด ออกที่บริเวณกาบใบ ก้านดอกยาว 15-20 ซม. กลีบดอกสีแดงอ่อน ใบประดับสีม่วง เกสรตัวผู้ที่เป็นหมัน แปรรูปคล้ายกลีบดอกสีเหลือง
ผลแห้ง แตกได้
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
เหง้า-ใช้เหง้ารักษาอาการประจำเดือนมาผิดปกติ ช่วยย่อยอาหาร
ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

" คำฝอย " ยาลดไขมันในเส้นเลือด


ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Carthamus tinctorius  L.
ชื่อสามัญ :  Safflower, False Saffron, Saffron Thistle
วงศ์ :  Compositae
ชื่ออื่น : คำ  คำฝอย ดอกคำ (เหนือ)  คำยอง (ลำปาง)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก สูง 40-130 ซม. ลำต้นเป็นสัน แตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรี รูปใบหอกหรือรูปขอบขนาน กว้าง 1-5 ซม. ยาว 3-12 ซม. ขอบใบหยักฟันเลื่อย ปลายเป็นหนามแหลม ดกช่อ ออกที่ปลายยอด มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก เมื่อบานใหม่ๆ กลีบดอกสีเหลืองแล้วจึงเปลี่ยนเป็นสีแดง ใบประดับแข็งเป็นหนามรองรับช่อดอก ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม สีขาว ขนาดเล็ก
สรรพคุณ :
  • ดอก หรือกลีบที่เหลืออยู่ที่ผล- รสหวาน บำรุงโลหิตระดู แก้น้ำเหลืองเสีย แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
    - บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ขับระดู แก้ดีพิการ
    - โรคผิวหนัง ฟอกโลหิต
    - ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตัน
  • เกสร
    - บำรุงโลหิต ประจำเดือนของสตรี
  • เมล็ด
    - เป็นยาขับเสมหะ แก้โรคผิวหนัง ทาแก้บวม
    - ขับโลหิตประจำเดือน
    - ตำพอกหัวเหน่า แก้ปวดมดลูกหลังจากการคลอดบุตร
  • น้ำมันจากเมล็ด
    - ทาแก้อัมพาต และขัดตามข้อต่างๆ
  • ดอกแก่
    - ใช้แต่งสีอาหารที่ต้องการให้เป็นสีเหลือง
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
         
ชาดอกคำฝอย ช่วยเสริมสุขภาพ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด โดยใช้ดอกแห้ง 2 หยิบมือ (2.5 กรัม) ชงน้ำร้อนครึ่งแก้ว ดื่มเป็นเครื่องดื่มได้
สารเคมี
          ดอก 
พบ
Carthamin, sapogenin, Carthamone, safflomin A, sfflor yellow, safrole yellow
         เมล็ด จะมีน้ำมัน ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว
คุณค่าด้านอาหาร
         ในเมล็ดคำฝอย มีน้ำมันมาก สารในดอกคำฝอย พบว่าแก้อาการอักเสบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อบางตัวได้
         ในประเทศจีน ดอกคำฝอย เป็นยาเกี่ยวกับสตรี ตำรับยาที่ใช้รักษาสตรีที่ประจำเดือนคั่งค้างไม่เป็นปกติ หรืออาการปวดบวม ฟกช้ำดำเขียว มักจะใช้ดอกคำฝอยด้วยเสมอ โดยต้มน้ำแช่เหล้า หรือใช้วิธีตำพอก แต่มีข้อควรระวังคือ หญิงมีครรภ์ ห้ามรับประทาน
         ใช้ดอกคำฝอยแก่ มาชงน้ำร้อน กรอง จะได้น้ำสีเหลืองส้ม (สาร
safflower yellow) ใช้แต่งสีอาหารที่ต้องการให้เป็นสีเหลือง



ข้อมูลจาก

บทความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในคำนำของหนังสือ "สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด" ซึ่งเภสัชกรหญิงสุนทรี สิงหบุตรา เภสัชกรด้านเภสัชสาธารณสุข  หัวหน้าฝ่ายวิชาการ กองเภสัชกรรม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้รวบรวมและเรียบเรียง ได้บันทึกไว้ ซึ่งต่อมาทางสำนักอนามัยฯ ได้นำหนังสือดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อใช้ประโยชน์ในงานของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ  การนี้ ทางโครงการฯ เห็นว่าเนื้อหาในหนังสือมีคุณค่าและให้ประโยชน์กับผู้ที่ร่วมงานกับโครงการฯ รวมถึงบุคคลทั่วไป จึงได้นำขึ้นเผยแพร่ในเวบไซต์โครงการฯ

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พสกนิกรปลาบปลื้มได้เห็น "พระหัตถ์ในหลวง"ชาวเน็ตร่วมแชร์ภาพประทับใจ




พสกนิกรปลาบปลื้มได้เห็นพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คราวเสด็จฯทางชลมารคทรงเปิด 5 โครงการของกรมชลประทาน


ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯลงมาจากชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ไปยังท่าเทียบเรือหน้ากรมชลประทาน เพื่อทรงเปิดโครงการของกรมชลประทาน จำนวน 5 โครงการ ทางชลมารค

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวางพระหัตถ์บนแท่นตราสัญลักษณ์โครงการฯ เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น นอกจากพสกนิกรทั่วไปจะได้ชมการถ่ายทอดสดการเสด็จดังกล่าวแล้ว  ยังได้เห็นภาพพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงวางบนแท่นตราสัญลักษณ์โครงการฯ สร้างความปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งภาพดังกล่าวได้ถูกนำไปแชร์และส่งต่อเผยแพร่อย่างล้นหลาม


ภาพและข่าว จาก
updated: 08 ก.ค. 2555 เวลา 19:58:21 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
 

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ย้ำผลวิเคราะห์ หญ้าหยาดน้ำค้างไม่มีสรรพคุณรักษาโรคมะเร็ง

สำนักข่าวไทย 1 ก.ค.-นพ.สุพรรณ  ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า  หญ้าหยาดน้ำค้าง เป็นข่าวที่ตำบลวังพิกุล อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ว่าต้มกินรักษาโรคได้เกือบทุกชนิด เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคที่รักษาไม่หาย รวมทั้งโรคปวดเข่า ข้อกระดูก และอ้างว่าเป็นยาผีบอกนั้น  เคยเป็นข่าวมาแล้วที่จังหวัดกำแพงเพชร   เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2555  โดยนายวิทยา  บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระะทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ เก็บตัวอย่างหญ้าดังกล่าวมาตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ผลการตรวจพบว่า หญ้าดังกล่าว เป็นหญ้ากาบหอยตัวเมีย มีชื่อทางพฤษศาสตร์รู้จักกันทั่วโลกว่า ลินเดอเนีย ครัสตาซี  (Lindernia crustacea (L.) F. Muell. var. crustacea ) ในไทยเรียกชื่อหญ้าชนิดนี้แตกต่างกัน  เช่น กรุงเทพฯเรียกตะขาบไต่ดิน  นราธิวาสเรียกว่าหญ้ามันลิง  หรือเรียกหญ้าหยาดน้ำค้าง   จากรายงานการใช้ประโยชน์จากหญ้าชนิดนี้ทั้งในไทยและต่างประเทศ  ยังไม่มีงานวิจัยว่ามีสรรพคุณรักษาโรคมะเร็ง  โรคปวดเข่าหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ แต่อย่างใด  ในไทยพบเพียงมีการนำใบอ่อนใช้กินเป็นผักแกล้ม   หมอพื้นบ้านในภาคอีสาน ใช้ลำต้นเป็นยารักษากามโรค  ใช้ใบปรุงเป็นยาต้มดื่มหลังคลอด  ส่วนในต่างประเทศ พบในอินเดีย มีการนำหญ้ากาบหอยตัวเมีย มาตากแห้ง บดเป็นผงและละลายน้ำ ดื่มในตอนเช้าเพื่อล้างท้อง ใช้ใบเคี้ยวกับน้ำมะนาวเพื่อเพิ่มการหลั่งของน้ำดี และใช้เป็นยาทาภายนอก รักษาโรคกลากเกลื้อน  แผลน้ำร้อนลวก  โรคผิวหนัง เพื่อต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย  และมีรายงานที่มาเลเซีย ใช้ทั้งลำต้น ใส่แผลไฟไหม้  น้ำร้อนลวก แผลอักเสบ โดยเฉพาะแผลที่โดนเห็บป่ากัด  และใช้ในสตรีหลังคลอด

จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือ  หรือยาผีบอก ที่ไม่ปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือการรักษาในตำราของหมอ  หญ้ากาบหอยตัวเมีย   พบขึ้นได้ทั่วไปบริเวณริมถนน  นาข้าว ริมน้ำ ในไทยพบทุกภาค.- สำนักข่าวไทย

ที่มา  สำนักข่าวไทย

วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รายชื่อสถาบันการศึกษาแพทย์แผนไทยที่ได้รับการรับรองหลักสูตรแพทย์แผนไทยบัณฑิต


ท่านสามารถ Click link เพื่อดูรายชื่อสถาบันที่ได้รับการรับรองหลักสูตรแพทย์แผนไทยบัณฑิต  มีทั้งหมด 13 แห่ง

มีที่ กรุงเทพ 2 สถาบัน  นนทบุรี 1 สถาบัน  ปทุมธานี 1 สถาบัน นอกนั้นอยู่ต่างจังหวัด 
   
http://www.mrd.go.th/Admin/fileinformation/161.pdf

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

มะระขี้นก




การเผยแพร่บทความนี้มิได้มีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์  แต่เป็นการเผยแพร่คุณสมบัติของสมุนไพรไทย 

บทความมะระขี้นก

โดย   รองศาสตราจารย์  ดร.วีณา จิรัจฉริยากุล
ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย   คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล

http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=90
http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/knowledge/files/0090.pdf

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

คัมภีร์ใบลานถูกชั่งกิโลขายต่างชาติ-หวั่นตำรับยาไทยสูญหาย

เผย คัมภีร์ใบลานโบราณ ถูกชั่งกิโลกรัมขายต่างชาติ หวั่นตำรับยาไทยสูญหาย-ถูกขโมยภูมิปัญญา วอนเก็บรักษาเองไม่ได้นำมอบกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย
      
       นางกัญจนา ดีวิเศษ ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ได้รับทราบข้อมูลจากหมอพื้นบ้านในพื้นที่ จ.พะเยา ว่า มีการนำคัมภีร์ใบลานโบราณ โดยเฉพาะที่บันทึกตำรับยา หรือตำราการแพทย์แผนไทย ชาวบ้านที่ครอบครองได้จำหน่ายให้กับชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาขอซื้อในลักษณะของการชั่งกิโลกรัมขาย ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้มีมานาน แต่ไม่คิดว่าปัจจุบันยังมีการกระทำเช่นนี้อยู่ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่บางคนเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ก็ปรากฏเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน โดยชาวบ้านนำบันทึกใบลานโบราณมาตากขายเป็นใบๆ
      
       “เท่าที่ทราบคัมภีร์ใบลานโบราณ ที่ต่างชาติซื้อส่วนใหญ่จะเป็นฉบับที่คาดว่ามีการบันทึกตำรับยาโบราณไว้ โดยซื้อไปแล้วจ้างผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณอ่านและแปลอีกครั้งหนึ่ง จึงเกรงว่าการทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะต้องสูญเสียวัตถุโบราณที่ทรงคุณค่าแล้ว ยังต้องถูกขโมยสูตรยาโบราณแล้วนำไปศึกษาต่อยอดผลิตยาราคาแพงกลับมาขายคนไทยด้วย เช่น พบว่าตำรับยาหลายๆ ฉบับมีบันทึกตรงกัน ว่า บอระเพ็ดเป็นส่วนประกอบหลักในยาแก้ไข้ แสดงว่า บอระเพ็ดน่าจะมีคุณสมบัติพิเศษในเรื่องการลดไข้ อาจมีการนำไปศึกษาวิจัยต่อและผลิตยาออกมาขายก็เป็นได้” นางกัญจนา กล่าว

นางกัญจนา กล่าวอีกว่า เหตุที่ทำตำรับยาโบราณสูญหายไม่เพียงแต่มัการขายบันทึกโบราณให้ชาวต่างชาติเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลอื่นด้วย คือ 1.ลูกหลานอ่านภาษาโบราณที่บันทึกไว้ในเอกสารโบราณไม่ออก จึงขายให้คนอื่น เพราะไม่มีเหตุผลที่จะเก็บไว้ต่อไป 2.นำบันทึกโบราณใส่ไปในโลงศพของปู่ย่าตายาย หรือบรรพบุรุษเมื่อเสียชีวิต เนื่องจากเห็นว่าเป็นของที่ผู้ตายรักมาก 3.มีความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลัง จึงนำของโบราณไปทำเป็นผงเพื่อใช้เป็นมวลสารการทำพระเครื่องหรือเครื่องรางอื่นๆ และ 4.เก็บไว้ที่บ้านโดยไม่ได้ดูแลเท่าที่ควร ทำให้มอดกัดกินจนเสียหาย
      
       ผอ.สำนักคุ้มครองฯ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา กรมได้ดำเนินการสนับสนุนการอบรมอาสาสมัครในการช่วยค้นหาบันทึกตำรับยาและตำราการแพทย์แผนไทยโบราณที่อาจจะมีอยู่ในชุมชน โดยเสริมความรู้เกี่ยวกับวิธีการเก็บรักษาเอกสารโบราณที่ถูกต้อง และให้สามารถอ่านภาษาโบราณได้ด้วย ร่วมกันรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของการแพทย์แผนไทย ทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมายในการร่วมกันคุ้มครองภูมิปัญญาชาติให้สืบต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากผู้ใดมีบันทึกโบราณ และไม่ทราบจะเก็บรักษาอย่างไรไม่ให้เสียหาย หรือต้องการมอบให้เป็นสมบัติชาติ สามารถติดต่อมายังสำนักงานคุ้มครองฯที่เบอร์โทรศัพท์ 02-149-5608 begin_of_the_skype_highlighting            02-149-5608      end_of_the_skype_highlighting กรมจะนำมาเก็บรักษาและนำสูตรยาดีๆ เผยแพร่ให้เป็นประโยชน์กับคนไทย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์5 มิถุนายน 2555 08:13 น.

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555



                   สมุนไพร   ไทยนี้    มีค่ามาก 
               พระเจ้าอยู่หัว  ทรงฝาก  ให้รักษา
                  แต่ปู่ย่า    ตายาย    ใช้กันมา 
               ควรลูกหลาน   รู้รักษา  ใช้สืบไป
            เป็นเอกลักษณ์  ของชาติ  ควรศึกษา 
              วิจัยยา  ประยุกต์ใช้  ให้เหมาะสมัย
             รู้ประโยชน์   รู้คุณโทษ   สมุนไพร 
              เพื่อคนไทย   อยู่รอด   ตลอดกาล


          พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี




ขออัญเชิญกลอนพระราชนิพนธ์  เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ ประชาชนชาวไทยที่รักและหวงแหน  สมุนไพรไทย

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ข้าพระพุทธเจ้า ชมรมอนุรักษ์สมุนไพรไทย-ดินแดง



ยินดีต้อนรับเข้าสู่ชมรมอนุรักษ์มนุนไพรไทย-ดินแดง